แก้ปัญหา ถุงใต้ตาดำและหย่อนยาน
ทำยังไงดี เมื่อคืนเผลอนอนดึกไปนิดเดียว เช้ามาใต้ตาดำปิ๊ดปี๋ แถมยังห้อยลงมายังกะมีถุงอะไร มาแขวนไว้ใต้ตายังไงยังงั้น จะให้ออกไปทำงานทั้งยังงี้มีหวังโดนเม้าท์ ว่าร้องให้จนตาบวม เพราะทะเลาะกับหวานใจเป็นแน่ เห็นทีต้องเปิดตำราแก้ปัญหากันซะแล้ว
สาเหตุและที่มา
ที่มาของปัญหาตาคล้ำ ตาดำเป็นแรคคูน หลักๆเลยคือการนอนดีก หรืออดนอนเป็นเวลานานๆ แต่ถ้าคุณนอนหลับพักผ่อนเพียงพอแล้วยังเกิดปัญหานี้อยู่ ก็สามารถสันนิษฐานได้หลายสาเหตุ เช่น
สาเหตุจากกรรมพันธุ์
การสูบบุหรี่
ดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนมากเกินไป
ขาดสารอาหาร
ผิวถูกทำลายเพราะแสงแดด
sการคั่งของเส้นเลือดดำใต้ดวงตา ซึ่งเกี่ยวพันกับการเป็นโรคบางชนิด เช่น ภูมิแพ้, หืด, ไข้ละอองฟาง
ปัญหาถุงใต้ตา แก้ไม่ยาก
วิธีแก้ปัญหาถุงใต้ตาดำ มีหลายวิธีให้เลือก ใครสะดวก/ชอบวิธีไหน จำสูตรไปใช้ได้เลยครับ
1นอนให้เพียงพอ การนอนเป็นการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในกรณีที่อาการดำ หรือช้ำบวมของตาเกิดขึ้นหลังจากการนอนดึก หรือนอนไม่เพียงพอ
2แตงกวา-ถุงชา แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในกรณีที่ไม่มีเวลานอนเสียแล้ว ของใกล้ๆตัวอย่างแตงกวาและถุงชาช่วยคุณได้ โดยหั่นแตงกวาเป็นชิ้นบางๆ หรือนำถุงชา (ที่ใช้ชงชาแล้ว) แช่ตู้เย็นไว้สักพัก แล้วนำมาวางใต้ตาที่ดำคล้ำ
3ตาบวม ห้ามกินเค็ม ถ้ามีอาการตาบวมแถมมาด้วย แสดงว่ามีของเหลวคั่งค้างบริเวณเนื้อเยื่อใต้ตา ให้หาหมอนมานอนหนุนใหอเยื่อใต้ตา ให้หาหมอนมานอนหนุนใหเค็ม ช่วยให้อาการดีขึ้นได้
4กระหน่ำอายครีม เลือกใช้อายครีมที่มีส่วนผสมของสารแอนตี้ออกซิเด้นท์ เช่น วิตามิน c วันละสองครั้ง เช้าและก่อนนอน
5อำพรางด้วยเมคอัพ
วิธีแรก วิธีนี้ใช้เวลาประมาณ 4 นาที โดยเริ่มจากผสมคอนซีลเลอร์ที่ใช้อยู่เข้ากับครีมรองพื้น แล้วป้ายลงบนรอยดำ ทาไปจนถึงหัวตา เกลี่ยให้เสมอกัน ทาทับด้วยแป้งฝุ่นสีเดียวกับผิว แล้วใช้แป้งสีบรอนซ์ทาทับอีกครั้ง จะทำให้หน้าไบร้ท์ขึ้น และช่วยดึงดูดความสนใจไปจากรอยคล้ำใต้ตา
วิธีที่สอง ใช้คอนซีลเลอร์สี golden-based หรืออ่อนกว่าผิว 1 เฉด (การเลือกคอนซีลเลอร์สีอ่อนกว่าผิวมากๆ แทนที่จะช่วยปกปิด กลับทำให้ยิ่งเห็นข้อบกพร่องชัดขึ้น) ทาคอนซีลเลอร์ด้วยปลายนิ้ว (ความอุ่นจากปลายนิ้วจะช่วยวอร์มเนื้อครีมให้ทาง่ายขึ้น ) เกลี่ยให้กลมกลืนกับผิวรอบๆรอยคล้ำ ทาแป้งฝุ่นทับลงไป ตามด้วยดินสอเขียนตาสีอ่อน (ขาวหรือครีม) ที่มีประกายวิบวับ แต้มลงตรงหัวตา และเลี่ยงการเขียนขอบตาและมาสคาร่าที่ขนตาล่าง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจไปจุดอื่น
6หลบเลี่ยงแสงแดด แสงแดดเข้ามาเกี่ยวยังไงกับเรื่องนี้น่ะหรือ ก็ผิวใต้ตาเราน่ะอ่อนบางกว่าที่อื่นๆอยู่แล้ว ยิ่งถูกแสงแดดกระหน่ำซ้ำเติม ผิวส่วนนั้นก็จะบางลงๆ จนมองเห็นเส้นเลือดดำใต้ผิว มองไปก็คล้ายกับใต้ตาดำถาวร แถมพอมีริ้วรอยเข้ามาช่วยเสริมตามอายุที่เพิ่มขึ้น รับรองว่ากู่ไม่กลับทีเดียว
7รักษาตัว สุดท้าย ถ้าลองทุกกรรมวิธีแล้ว ใต้ตายังไม่ยอมหายดำ ให้สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะโรคภัยที่กล่าวไว้ข้างต้น หรือการขาดสารอาหาร ถ้าเป็นไปได้ ไปหาคุณหมอให้รักษา หรือลองตรวจหาดูว่าร่างกายเราขาดสารอะไรอยู่หรือเปล่า และจะให้ดียิ่งขึ้น ก็เลิกสูบบุหรี่และเลิกดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนเสียด้วยเลย ดีต่อทั้งสุขภาพ และความงาม ถือว่าได้กำไรสองต่อ
บทความที่ได้รับความนิยม
-
คุณเข้าใจความหมายของคำสองคำนี้มากน้อยเพียงใด ถ้าคุณเข้าใจคำสองคำนี้ผิดคุณก็จะได้สิ่งที่ผิดไป เป็นสิ่งที่แน่นอนว่าทุกคนนั้นต...
-
Stitch and Lilo คู่หูจอมป่วน ซนสุด สุด เมื่อ stitch เพื่อนต่างดาว มาเปลี่ยนชีวิต อันแสนเศร้าของหนูน้อย Lilo ให้มีชีวิตใหม่ สดใส ร่าเริง ...
วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554
อาหารไทย 4 ภาค
ภาคกลาง
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่ม มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่าน ข้าวปลาอาหารจึงอุดมสมบูรณ์เกือบตลอดทั้งปี รวมทั้งมีพืชผัก ผลไม้นานาชนิดด้วยเหตุนี้อาหารภาคกลางจึงเป็นอาหารที่มีความหลากหลาย ทำให้รสชาติของอาหารภาคกลางไม่เน้นไปทางรสใดรสหนึ่งโดยเฉพาะ คือมีทั้งรสเค็ม เผ็ด เปรี้ยว และหวานคลุกเคล้าไปตามชนิดต่างๆของอาหาร นอกจากนี้มักมีการใช้เครื่องปรุงแต่งกลิ่นรส เช่น เครื่องเทศ และมักใช้กะทิเป็นส่วนประกอบของอาหาร
อาหารภาคกลางเป็นอาหารที่มักจะมีเครื่องเคียงของแนมร่วมรับประทานด้วย เช่น น้ำพริกลงเรือ แนมด้วยหมูหวาน น้ำปลาหวานทานกับสะเดา เป็นต้น
จุดเด่นคือ อาหารภาคกลางมักจะมีการประดิษฐ์ สร้างสรรค์อย่างวิจิตรบรรจง ผัก และผลไม้มีการแกะสลักอย่างสวยงาม แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของอาหารไทยที่มีศิลปะและวัฒนธรรมที่งดงาม
ภาคใต้
พื้นที่ติดชายฝั่งทะเล ลักษณะภูมิประเทศเป็นแหลมยื่นลงไปในทะเล ประชากรส่วนใหญ่จึงนิยมทำประมงด้วยเหตุนี้อาหารหลักของภาคใต้จึงเป็นอาหารทะเลสด และนิยมใช้เครื่องเทศในการปรุงอาหาร รสชาติจะเผ็ดร้อน เค็มและเปรี้ยว เช่น แกงไตปลา แกงส้ม และแกงเหลือง เป็นต้น
อาหารภาคใต้นิยมทานควบคู่กับผักเพื่อช่วยลดความเผ็ดร้อนลง ซึ่งเรียกว่า ผักเหนาะ เช่น มะเขือเปราะ ถั่วฝักยาว ถั่วพู สะตอเป็นต้น
ภาคเหนือ
เป็นดินแดนที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่อดีต มีขนบธรรมเนียม ประเพณีที่แตกต่างไปจากภาคอื่นๆ การรับประทานอาหารของทางภาคเหนือจะใช้โก๊ะข้าว หรือที่เรียกว่า ขันโตก แทน โต๊ะอาหาร โดยจะนั่งล้อมวงเพื่อรับประทานอาหารร่วมกันคนภาคเหนือจะรับประทานข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก โดยอาหารของทางภาคเหนือจะเป็นอาหารที่สุกมากๆ และเป็นอาหารประเภทที่ผัดกับน้ำมันเป็นส่วนใหญ่
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เป็นดินแดนที่ค่อนข้างแห้งแล้ง ทำให้อาหารพื้นเมืองจึงเป็นอาหารพวกแมลงหลายชนิด ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีนที่หล่อเลี้ยงชีวิตประชากรในภาคนี้อาหารอีสานส่วนใหญ่จะมีข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก ส่วนพืชผัก และเนื้อสัตว์ที่นำมาใช้ประกอบอาหารได้มาจากภายในท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่
อาหารอีสานมักใช้ปลาร้าเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารเกือบทุกชนิด แต่ไม่นิยมใส่ในอาหารประเภทผัด และมักรับประทานคู่กับผักสด
5วิธี อัพความ น่ารัก ในตัวเอง
5วิธี อัพความ น่ารัก ในตัวเอง
ความน่ารักเกิดขึ้นได้หลายทางค่ะ ทั้งจากการแต่งหน้า แต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับ น่ารักในยามพูดจา น่ารักที่กิริยามารยาท หรืออากัปกิริยาช่างน่ารัก นี่ยังไม่รวมนิสัยใจคอและมารยาทที่ดีนะคะ
ใครอยากเพิ่มความ น่ารัก ให้แก่ตัวเอง โปรดลงมือทำสิ่งต่อไปนี้
1.อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว
คนน่ารัก ไม่ได้แปลว่าเขาต้องสวยเริดหรือหล่อขั้นเทพ (อย่างที่คนสมัยนี้ชอบพูดกัน) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างไรก็ได้นะคะ ต้องรู้จักดูแลความดูดีของตัวเองด้วย เพราะเป็นต้นทุนหรือต้นทางของความน่ารัก แม้หน้าตาไม่สวยหล่ออย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากมีความเกลี้ยงเกลา ผุดผาด สะอาด และดูสุขภาพดี ก็ย่อมเป็นที่สะดุดตาน่ามองแล้วค่ะ ดูแลรูปร่างให้ได้ชื่อว่า “หุ่นดี” เข้าไว้ ได้แต้มเป็นต่อมาเกินครึ่งแล้วค่ะ
จากนั้นปรับปรุงทรงผมให้เข้ากับรูปหน้าและยุคสมัย ใช้การแต่งกายมาเสริมความน่ารัก โดยเฉพาะเสื้อผ้ากับเครื่องประดับต่างๆ หากเลือกได้อย่างเหมาะสมก็ช่วยเพิ่มความน่ามองและน่าประทับใจได้อีกด้วย
2.พูดจาให้น่ารัก
พูดด้วยน้ำเสียงไพเราะเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องดัดเสียง ไม่ต้องทำเสียงสูงเสียงต่ำเหมือนดีเจ ไม่ต้องทำเสียงแอ๊บแบ๊วหรือเสียงขึ้นจมูกเหมือนนางเอกละครโทรทัศน์ ไม่ทำเสียงแปร๋นเหมือนนางร้าย รวมทั้งไม่ต้องเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจเหมือนตัวตลก หรือตัวตามนางทั้งหลายในจอโทรทัศน์ แต่พูดอย่างที่มนุษย์ธรรมดาสามัญทั่วไปเขาพูดกัน พูดจากความรู้สึกจริงๆ จริงใจ แจ่มใส และสุภาพ พูดด้วยจังหวะที่ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เสียงดังพอเหมาะแก่การฟัง มีหางเสียง ค่ะ ครับ ทุกครั้งที่สนทนา ยกเว้นเพื่อนสนิทจริงๆ ที่เขาไม่ต้องการหางเสียงเหล่านี้ พูดให้ชัดเจน ถูกอักขรวิธี ร.เรือ ล.ลิง คำควบกล้ำ วรรคตอน ต้องถูกต้องเพื่อให้การสื่อสารไม่ผิดพลาด และต้องพูดให้รื่นหูคน
ที่สำคัญพูดแล้วต้องมีประเด็น ไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อย หรือพูดเพียงเพื่อจะรักษามารยาท จนคู่สนทนารู้สึกได้ การพูดไม่ว่าสั้นหรือยาว เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ต้องมีประเด็นหรือมีเป้าหมายในการพูด เช่น พูดเพื่อให้สบายใจ พูดเพื่อแสดงความเป็นกันเอง ลดความประหม่าตื่นเต้นหรือความรู้สึกแปลกหน้า แปลกที่ ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง พูดเชิญชวน พูดจูงใจ พูดเพื่อบอกกล่าวเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือแม้แต่พูดเพื่อให้คนฟังสนุก เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายของการพูด ซึ่งจะทำให้การพูดแต่ละครั้งมีคุณค่า เหมาะสมแก่กาลเทศะนั้นๆ และคนฟังไม่เบื่อ ไม่รำคาญ จนกระทั่งรู้สึกดีใจ สุขใจ หรือได้ประโยชน์จากการฟังได้ยิ่งดีค่ะ
3.มีท่าทีที่น่ารัก
ท่าทีที่น่ารักก็คือ ความสุภาพ ผ่อนคลาย ให้เกียรติ ไม่เหยียดหยามด้วยสีหน้า แววตา คำพูด หรือภาษากายอื่นๆ เช่น ยืนกอดอกด้วยท่าทีระวังตัว จ้องตาเขม็ง มองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หรือทำประหนึ่งว่าเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน หรือมองด้วยหางตาอย่างหมิ่นแคลน เหล่านี้เป็นต้น
คนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูจริงใจ และเป็นมิตร จะมีแรงดึงดูดให้คนเข้าหา เขาจะสัมผัสได้ถึงความปลอดภัย ความเป็นกันเอง การเปิดกว้าง และการให้เกียรติที่คุณสื่อสารผ่านท่าทาง เขาจะรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้คุณ สบายใจและสุขใจที่จะสนทนาด้วย และจดจำได้ว่าคุณน่ารักแค่ไหน
4.มีจิตใจที่น่ารัก
ไม่เย่อหยิ่งจองหองมองคนอื่นด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม แต่จงมีจิตใจที่กว้างขวาง ที่สามารถคบหาคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ และทุกอาชีพด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ นั่นรวมถึงความซื่อสัตย์และความไว้ใจได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นคบหาเราด้วยความจริงใจและให้เกียรติเช่นเดียวกัน
จิตใจที่ดีจะส่งผ่านการกระทำที่น่ารัก เช่น ยิ้มหวาน รู้จักทักทาย กล่าวคำขอบคุณ ขอโทษ คิดถึง เป็นห่วง และรัก ได้อย่างเต็มใจ จริงใจ และน่าประทับใจ
ต้องเคารพและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ ซึ่งในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครต่ำต้อยหรือสูงส่งไปกว่ากัน ทุกคนรู้ร้อนรู้หนาว รู้สุขรู้ทุกข์ และปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติที่ดีจากผู้อื่นเหมือนๆ กันหมด อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร จงปฏิบัติต่อเขาเช่นนั้นก่อนเสมอ
5.มีธรรมชาติและมารยาทที่น่ารัก
ในที่สาธารณะก็รู้จักวางตัว ในที่ส่วนตัวก็มีความเป็นกันเอง สงบ และสำรวมได้ พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนรู้กาลเทศะ และเป็นเช่นนั้นเสมอในทุกๆ ที่
เจอผู้ใหญ่ก็ยกมื้อไหว้ ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส เดินผ่านผู้ใหญ่ก็สำรวม เก็บอาการ และให้เกียรติ ไม่ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ ไม่แซงคิวคนอื่น ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ใช้สมบัติสาธารณะอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้ของทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด รู้จักประหยัด อดออม ห่วงใย สนใจ และดูแลสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เหล่านี้คือธรรมชาติที่บางทีเราไม่รู้ตัว แต่คนที่ได้รับการขัดเกลามาดี แม้ไม่รู้ตัว ก็ยังแสดงออกในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างน่ารักเสมอ
อยากเป็นคนน่ารัก อย่าเพียงแค่อ่านเพลินๆ นะคะ อะไรที่ยังขาดหายไป ลองไปเพิ่มเติมให้แก่ตัวเองด้วยการลงมือฝึกฝนและปฏิบัติ แล้วคอยสังเกตนะคะ ว่าคุณเป็นที่รักของใครต่อใครมากขึ้นหรือเปล่า มีคนชื่นชมคุณมากขึ้นหรือเปล่า
ไม่ทำก็ไม่รู้หรอกค่ะ ฉะนั้น ลงมือเสียตั้งแต่วันนี้นะคะ ขอให้โชคดี เป็นที่ชื่นชมและที่รักของคนทุกคนนะคะ
ความน่ารักเกิดขึ้นได้หลายทางค่ะ ทั้งจากการแต่งหน้า แต่งกาย ทรงผม และเครื่องประดับ น่ารักในยามพูดจา น่ารักที่กิริยามารยาท หรืออากัปกิริยาช่างน่ารัก นี่ยังไม่รวมนิสัยใจคอและมารยาทที่ดีนะคะ
ใครอยากเพิ่มความ น่ารัก ให้แก่ตัวเอง โปรดลงมือทำสิ่งต่อไปนี้
1.อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัว
คนน่ารัก ไม่ได้แปลว่าเขาต้องสวยเริดหรือหล่อขั้นเทพ (อย่างที่คนสมัยนี้ชอบพูดกัน) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวอย่างไรก็ได้นะคะ ต้องรู้จักดูแลความดูดีของตัวเองด้วย เพราะเป็นต้นทุนหรือต้นทางของความน่ารัก แม้หน้าตาไม่สวยหล่ออย่างสมบูรณ์แบบ แต่หากมีความเกลี้ยงเกลา ผุดผาด สะอาด และดูสุขภาพดี ก็ย่อมเป็นที่สะดุดตาน่ามองแล้วค่ะ ดูแลรูปร่างให้ได้ชื่อว่า “หุ่นดี” เข้าไว้ ได้แต้มเป็นต่อมาเกินครึ่งแล้วค่ะ
จากนั้นปรับปรุงทรงผมให้เข้ากับรูปหน้าและยุคสมัย ใช้การแต่งกายมาเสริมความน่ารัก โดยเฉพาะเสื้อผ้ากับเครื่องประดับต่างๆ หากเลือกได้อย่างเหมาะสมก็ช่วยเพิ่มความน่ามองและน่าประทับใจได้อีกด้วย
2.พูดจาให้น่ารัก
พูดด้วยน้ำเสียงไพเราะเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องดัดเสียง ไม่ต้องทำเสียงสูงเสียงต่ำเหมือนดีเจ ไม่ต้องทำเสียงแอ๊บแบ๊วหรือเสียงขึ้นจมูกเหมือนนางเอกละครโทรทัศน์ ไม่ทำเสียงแปร๋นเหมือนนางร้าย รวมทั้งไม่ต้องเสียงดังเพื่อเรียกร้องความสนใจเหมือนตัวตลก หรือตัวตามนางทั้งหลายในจอโทรทัศน์ แต่พูดอย่างที่มนุษย์ธรรมดาสามัญทั่วไปเขาพูดกัน พูดจากความรู้สึกจริงๆ จริงใจ แจ่มใส และสุภาพ พูดด้วยจังหวะที่ไม่ช้าหรือเร็วเกินไป เสียงดังพอเหมาะแก่การฟัง มีหางเสียง ค่ะ ครับ ทุกครั้งที่สนทนา ยกเว้นเพื่อนสนิทจริงๆ ที่เขาไม่ต้องการหางเสียงเหล่านี้ พูดให้ชัดเจน ถูกอักขรวิธี ร.เรือ ล.ลิง คำควบกล้ำ วรรคตอน ต้องถูกต้องเพื่อให้การสื่อสารไม่ผิดพลาด และต้องพูดให้รื่นหูคน
ที่สำคัญพูดแล้วต้องมีประเด็น ไม่ใช่พูดเรื่อยเปื่อย หรือพูดเพียงเพื่อจะรักษามารยาท จนคู่สนทนารู้สึกได้ การพูดไม่ว่าสั้นหรือยาว เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ต้องมีประเด็นหรือมีเป้าหมายในการพูด เช่น พูดเพื่อให้สบายใจ พูดเพื่อแสดงความเป็นกันเอง ลดความประหม่าตื่นเต้นหรือความรู้สึกแปลกหน้า แปลกที่ ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง พูดเชิญชวน พูดจูงใจ พูดเพื่อบอกกล่าวเรื่องหนึ่งเรื่องใด หรือแม้แต่พูดเพื่อให้คนฟังสนุก เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายของการพูด ซึ่งจะทำให้การพูดแต่ละครั้งมีคุณค่า เหมาะสมแก่กาลเทศะนั้นๆ และคนฟังไม่เบื่อ ไม่รำคาญ จนกระทั่งรู้สึกดีใจ สุขใจ หรือได้ประโยชน์จากการฟังได้ยิ่งดีค่ะ
3.มีท่าทีที่น่ารัก
ท่าทีที่น่ารักก็คือ ความสุภาพ ผ่อนคลาย ให้เกียรติ ไม่เหยียดหยามด้วยสีหน้า แววตา คำพูด หรือภาษากายอื่นๆ เช่น ยืนกอดอกด้วยท่าทีระวังตัว จ้องตาเขม็ง มองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า หรือทำประหนึ่งว่าเขาเป็นอากาศธาตุ ไม่มีตัวตน หรือมองด้วยหางตาอย่างหมิ่นแคลน เหล่านี้เป็นต้น
คนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูจริงใจ และเป็นมิตร จะมีแรงดึงดูดให้คนเข้าหา เขาจะสัมผัสได้ถึงความปลอดภัย ความเป็นกันเอง การเปิดกว้าง และการให้เกียรติที่คุณสื่อสารผ่านท่าทาง เขาจะรู้สึกผ่อนคลายเมื่ออยู่ใกล้คุณ สบายใจและสุขใจที่จะสนทนาด้วย และจดจำได้ว่าคุณน่ารักแค่ไหน
4.มีจิตใจที่น่ารัก
ไม่เย่อหยิ่งจองหองมองคนอื่นด้วยความรังเกียจเหยียดหยาม แต่จงมีจิตใจที่กว้างขวาง ที่สามารถคบหาคนทุกเพศ ทุกวัย ทุกฐานะ และทุกอาชีพด้วยความบริสุทธิ์ใจ
มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และปรารถนาดีต่อผู้อื่นอยู่เสมอ นั่นรวมถึงความซื่อสัตย์และความไว้ใจได้ ซึ่งจะทำให้คนอื่นคบหาเราด้วยความจริงใจและให้เกียรติเช่นเดียวกัน
จิตใจที่ดีจะส่งผ่านการกระทำที่น่ารัก เช่น ยิ้มหวาน รู้จักทักทาย กล่าวคำขอบคุณ ขอโทษ คิดถึง เป็นห่วง และรัก ได้อย่างเต็มใจ จริงใจ และน่าประทับใจ
ต้องเคารพและให้เกียรติเพื่อนมนุษย์ ซึ่งในความเป็นมนุษย์ ไม่มีใครต่ำต้อยหรือสูงส่งไปกว่ากัน ทุกคนรู้ร้อนรู้หนาว รู้สุขรู้ทุกข์ และปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติที่ดีจากผู้อื่นเหมือนๆ กันหมด อยากให้คนอื่นปฏิบัติต่อเราอย่างไร จงปฏิบัติต่อเขาเช่นนั้นก่อนเสมอ
5.มีธรรมชาติและมารยาทที่น่ารัก
ในที่สาธารณะก็รู้จักวางตัว ในที่ส่วนตัวก็มีความเป็นกันเอง สงบ และสำรวมได้ พูดง่ายๆ ว่าเป็นคนรู้กาลเทศะ และเป็นเช่นนั้นเสมอในทุกๆ ที่
เจอผู้ใหญ่ก็ยกมื้อไหว้ ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส เดินผ่านผู้ใหญ่ก็สำรวม เก็บอาการ และให้เกียรติ ไม่ยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ ไม่แซงคิวคนอื่น ไม่ส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น ใช้สมบัติสาธารณะอย่างระมัดระวัง ไม่ใช้ของทิ้งๆ ขว้างๆ ไม่ทิ้งขยะเรี่ยราด รู้จักประหยัด อดออม ห่วงใย สนใจ และดูแลสิ่งแวดล้อม ฯลฯ เหล่านี้คือธรรมชาติที่บางทีเราไม่รู้ตัว แต่คนที่ได้รับการขัดเกลามาดี แม้ไม่รู้ตัว ก็ยังแสดงออกในสิ่งเหล่านี้ได้อย่างน่ารักเสมอ
อยากเป็นคนน่ารัก อย่าเพียงแค่อ่านเพลินๆ นะคะ อะไรที่ยังขาดหายไป ลองไปเพิ่มเติมให้แก่ตัวเองด้วยการลงมือฝึกฝนและปฏิบัติ แล้วคอยสังเกตนะคะ ว่าคุณเป็นที่รักของใครต่อใครมากขึ้นหรือเปล่า มีคนชื่นชมคุณมากขึ้นหรือเปล่า
ไม่ทำก็ไม่รู้หรอกค่ะ ฉะนั้น ลงมือเสียตั้งแต่วันนี้นะคะ ขอให้โชคดี เป็นที่ชื่นชมและที่รักของคนทุกคนนะคะ
10 วิธีคลายเครียด
- คลื่นไส้อาเจียน
- หายใจไม่เต็มอิ่ม
- เบื่ออาหาร
- หัวใจเต้นเร็ว
- ปวดตามกล้ามเนื้อ บริเวณท้ายทอย หลัง หรือไหล่
- ปวดศีรษะ มึนงง
- รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ
- รู้สึกหมดหวังในชีวิต
- เหนื่อยหน่าย ไม่มีกะจิตกะใจทำอะไร
- ไม่อยากพบปะผู้คน
- รู้สึกหงุดหงิด รำคาญใจ
- รู้สึกซึมเศร้า หมดหวังในชีวิต
17 วิธี คลายเครียด
1. มองในแง่บวก ต้องเริ่มจากความคิดของเราก่อนเป็นอันดับแรก 2. มองสิ่งที่ผิดพลาดให้เป็นบทเรียน 3. เล่นกีฬาให้ใจได้สนุก 4. พักผ่อนให้เพียงพอ 5. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย 6. เล่าถึงความรู้สึกไม่สบายใจให้ญาติหรือเพื่อนฟัง เพื่อเป็นการระบาย 7. เขียนระบายความในใจลงกระดาษ 8. นั่งสมาธิ 9. ไปในสถานที่ที่ชอบ เช่น นวดคลายเครียดหรือสปา หรือเข้าร้านเสริมสวย 10. ทำงานอดิเรกที่ชอบ 11. ทำบุญตักบาตร 12. จัดการกับชีวิตประจำวันให้ลงตัว เช่น กิน นอน พักผ่อน ออกกำลังกาย 13. ฟังเพลงที่รู้สึกผ่อนคลาย 14. พาครอบครัวไปพักผ่อนต่างจังหวัด รับอากาศบริสุทธิ์ 15. กลิ่นคลายเครียด เขาว่ากลิ่นโรสแมรีช่วยคลายความกังวล เพิ่มความตื่นตัว กลิ่นลาเวนเดอร์ ทำให้คลื่นสมองของผู้ใหญ่มีลักษณะเดียวกับในยามผ่อนคลาย 16. พยายามไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำให้เครียด 17. ปรึกษาจิตแพทย์
การถ่ายภาพเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เอี่ยม
องค์ประกอบต่างๆ ที่ควรรู้เพื่อการใช้กล้อง
ก่อนถ่ายภาพแต่ละครั้งอย่าลืม ปรับความชัดของภาพด้วย โดยการหมุนที่กระบอกเลนส์ ของง่ายๆ ลองดูแล้วจะรู้ได้เอง บนกระบอกเลนส์จะมีวงแหวนที่หมุนได้อยู่ 3 วง ในสุดคือ หมุนปรับขนาดรูรับแสง วงกลางคือซูมภาพให้ได้เล็กใหญ่ตามต้องการ วงนอกสุดคือหมุนปรับความชัดของภาพ ตัวเลขสีขาวคือระยะห่างมีหน่วยเป็นเมตร สีเหลืองมีระยะห่างเป็น ฟุต ให้ผู้ถ่ายเลือกใช้เอาเอง
กล้อง...เป็นหัวใจของการถ่ายภาพ ดังนั้นถ้าเราต้องการถ่ายภาพให้ภาพที่ได้ออกมามีสีสรรสวยงาม เราจะต้องเรียนรู้วิธีการใช้กล้องให้ถูกต้อง หวังว่าเพื่อนๆ คงมีกล้องแล้วคนละ 1 ตัว ต่างคนต่างยี่ห้อ แต่ว่าฟังชั่นการทำงานหลักๆ เหมือนกันทุกประการ ผมขอยกตัวอย่างจากกล้อง SLR แบบแมนนวล ที่ค่อนข้างจะมีปุ่มปรับที่เด่นชัด ส่วนกล้องออโตโฟกัสถึงแม้จะมีรูปทรงที่แตกต่างกันไป ปุ่มปรับต่างๆ คล้ายปุ่มเกมส์กด แต่ผลของการปรับก็เหมือนกัน เปรียบเทียบได้กับ TV รุ่นก่อนๆ ที่เปลี่ยนช่องโดยใช้วิธีการหมุนปุ่มบิด เวลาจะเปลี่ยนช่องกันทีก็ต้องหมุนปุ่มลูกบิดดังดังแป๊กๆๆ เพื่อเปลี่ยนช่อง ส่วน TV รุ่นใหม่ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนช่องโดยการกดปุ่มหรือไม่ก็ใช้กดปุ่มรีโมท ไม่ว่าจะเปลี่ยนช่องด้วยวิธีไหนผลที่ได้ออกมาก็เหมือนกันคือได้ดูในช่องที่ต้องการจะดู กล้องก็เหมือนกันมีการออกแบบให้เข้ายุคเข้าสมัยแต่จุดสุดท้ายก็ปรับไปค่าๆ เดียวกันซึ่งให้ผลการถ่ายภาพออกมาสวยงามอย่างที่ตาเห็น
ภาพเกิดจากแสงที่ตกกระทบลงบนแผ่นฟิล์ม แล้วเกิดเป็นภาพต่างๆ ตามความเข้าของสี ถ้าหากแสงเข้ามากเกินไป ภาพก็จะสว่างมากจะมองไม่เห็นรายละเอียด เราเรียกว่าภาพโอเวอร์ ( over expossure )
ตัวอย่างภาพ over ( แสงมากเกินไป )
ถ้าแสงน้อยเกินไปภาพก็จะมืดสีไม่สวยงามดำๆ ไม่สวย เราเรียกว่าภาพอันเดอร์ ( under expossure )
ตัวอย่างภาพ under ( แสงน้อยเกินไป )
ตัวอย่างภาพ แสงพอดี
กล้องมีการปรับปริมาณแสงที่จะตกกระทบลงบนแผ่นฟิล์มได้ 2 วิธีคือ ปรับความเร็วชัตเตอร์ และ ปรับขนาดรูรับแสง
ความเร็วชัตเตอร์ คือความเร็วในการเปิด – ปิด ช่องรับแสง ตัวที่ทำหน้าที่ในการเปิดและปิดกั้นแสงที่จะเข้าไปโดนฟิล์มคือม่านชัตเตอร์ ลองเปิดฝาหลังกล้องออก ( เหมือนเวลาใส่ฟิล์ม ) แล้วลองกดปุ่มถ่ายภาพดู จะเห็นแผ่นบางๆ เคลื่อนที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน ตัวที่เคลื่อนที่ขึ้นลงเพื่อเปิดปิดกั้นแสงนี้คือม่านชัตเตอร์ ระยะเวลาสั้นๆ ในการเปิด-ปิดนั้น จึงเรียกว่าความเร็วชัตเตอร์ หรือ Speed ในภาษากล้องเป็นที่เข้าใจกันว่าหมายถึง ความเร็วในการเปิดปิดแสงของม่านชัตเตอร์ Speed มีตั้งแต่ช้าจนถึงเร็ว เช่นปล่อยให้แสงเข้ากล้องเป็นเวลา 1 วินาที ,ครึ่งวินาทีหรือ ½ วินาที ,ครึ่งของครึ่งวินาทีหรือ ¼ วินาที , 1/8 วินาที ->ไปจนถึง 1/500 วินาที , 1/1000 วินาที , 1/2000 วินาที , 1/4000 วินาที และสูงสุดในปัจจุบันที่ 1/8000 วินาที หรือเข้าใจง่ายๆ ว่า ถ้าเราแบ่งช่วงเวลา 1 วินาทีออกเป็น 8000 ส่วน ความเร็วขนาดนี้ไวมากเพียงเศษของ 1 ใน 8000 ส่วนนั้น เร็วจนสามารถหยุดหัวลูกปืนที่ยิงออกไปจากกระบอกปืนได้ ทั้งๆ ที่ตาเราไม่สามารถมองเห็นได้ ( ถ้าคงเห็นได้หากใครยิงเราก็คงหลบทันซินะ ) วิธีการเขียนแบบเศษส่วนนี้ดูแล้วก็ชวนเวียนหัวดังนั้นจึงเขียนใหม่ให้เข้าใจง่ายๆ และใช้พื้นที่เขียนน้อย คือ 1, 2, 4, 8, 15, 30, 60, 125, 250 , 500, 1000, 2000, 4000, 8000 และ B ( นานเท่าที่ใจเราต้องการ ) ดังนั้นเมื่อเห็นตัวเลขมากขึ้นอย่าเข้าใจว่ายิ่งช้าลง เพราะตัวเลขนั้นย่อมาจากเศษส่วนใน 1 วินาที บางรุ่นก็สามารถเปิดได้นานถึง 30 วินาที จนเร็วที่สุดถึง 1/8000 วินาที ปกติก็จะอยู่ระหว่าง 1-2000 วินาที ซึ่งเร็วเพียงพอแล้วสำหรับการถ่ายภาพแบบธรรมดา การปรับความเร็วชัตเตอร์ กล้อง SLR แมนนวล ปรับโดยการหมุนแป้นปรับบนตัวกล้อง
***หมายเหตุ ตัวเลขจะเพิ่มขึ้นเป็นขั้นละ 2 เท่า ระว่าง 1 ขั้นที่เพิ่มขึ้นเราเรียกว่า 1 stop
ม่านชัตเตอร์เปิด-ปิดช้าหรือเร็วมีผลอย่างไรต่อปริมาณแสง พูดถึงแสงอาจจะทำให้เข้าใจยากเพราะมันไม่มีปริมาณให้เราสัมผัสได้ ขอยกตัวอย่างที่เข้าใจง่ายกว่าคือ น้ำ ถ้าเราใช้สายยางต่อจากก๊อกน้ำแล้วรองใส่ถัง ถ้าเราเปิดก๊อกนาน 1 วินาที ย่อมมีน้ำน้อยกว่าการเปิดก๊อกนาน 30 วินาที แสงก็เช่นเดียวกัน ถ้าเปิดให้แสงผ่านนานๆ แสงก็จะไปสะสมบนแผ่นฟิล์มมาก
ถ้าหากเราต้องการปริมาณน้ำมากๆ แต่ก๊อกน้ำเราเล็ก เราก็คงต้องเสียเวลารอนานจนกว่าน้ำจะมีปริมาณตามที่เราต้องการ แล้วยิ่งถูกกำหนดไว้ด้วยว่าห้ามเปิดนานเกินช่วงเวลาที่กำหนด เราจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้น้ำมีปริมาณเพียงพอในเวลาที่จำกัดไว้ นั่นก็คือเปลี่ยนก๊อกน้ำให้ใหญ่ขึ้น ยิ่งใหญ่น้ำยิ่งไหลมากขึ้นเต็มถังเร็วขึ้น ขนาดของก๊อกก็เปรียบเสมือน ขนาดของรูรับแสง
รูรับแสง
ขนาดของช่องที่ปล่อยให้แสงผ่านเข้าไปในเลนส์เพื่อรอการเปิดม่านชัตเตอร์ปล่อยให้แสงตกลงบนแผ่นฟิล์ม คือ ขนาดรูรับแสง ตัวที่ทำหน้าที่ในการปรับขนาดความโตของรูที่แสงจะผ่านคือกลีบแผ่นโลหะในกระบอกเลนส์ มีลักษณะเป็นแผ่นพระจันทร์เสี้ยวหลายๆ แผ่นวางเหลื่อมล้ำกัน เมื่อเราปรับขนาดตัวเลขบนกระบอกเลนส์ ( เลนส์แมนนวล ไม่ใช่เลนส์ออโตโฟกัสนะ ) ก็จะทำให้ระบบกลไกลไปกดไปดันให้แผ่นที่ว่านั้นเปิดเป็นช่องเล็กๆ ทำให้แสงผ่านไปได้ ถ้าหากมีกล้องอยู่ในมือให้ลองเปิดฝาหลังออก แล้วปรับความชัตเตอร์ไปที่ B แล้วส่องกล้องไปยังพื้นที่สว่างๆ แล้วกดปุ่มถ่ายภาพ จะเห็นช่องรับแสงที่เราปรับไว้ ขนาดดูรับแสงมีขนาดต่างๆ ดังนี้คือ f 1.4 , 1.8 , 2.0 , 3.5, 4.5 , 5.6 , 8, 11, 16, 22 ตัวเลขดังกล่าวอาจจะทำให้สับสน ตัวเลขดังกว่ายิ่งมีค่ามากรูรับแสงยิ่งแคบ จากตัวเลขทั้งหมดนี้ f1.4 มีขนาดช่องรับแสงที่กว้างที่สุด และ f22 มีขนาดแคบที่สุด เพื่อทำความเข้าใจกับขนาดรูรับแสง ลองปรับขนาดรูรับแสงบนกระบอกเลนส์แล้วกดปุ่มถ่ายภาพดู จะเห็นขนาดของรูรับแสงที่มีขนาดแตกต่างกันแสงที่มีขนาดแตกต่างกัน
ขนาดของช่องที่ปล่อยให้แสงผ่านเข้าไปในเลนส์เพื่อรอการเปิดม่านชัตเตอร์ปล่อยให้แสงตกลงบนแผ่นฟิล์ม คือ ขนาดรูรับแสง ตัวที่ทำหน้าที่ในการปรับขนาดความโตของรูที่แสงจะผ่านคือกลีบแผ่นโลหะในกระบอกเลนส์ มีลักษณะเป็นแผ่นพระจันทร์เสี้ยวหลายๆ แผ่นวางเหลื่อมล้ำกัน เมื่อเราปรับขนาดตัวเลขบนกระบอกเลนส์ ( เลนส์แมนนวล ไม่ใช่เลนส์ออโตโฟกัสนะ ) ก็จะทำให้ระบบกลไกลไปกดไปดันให้แผ่นที่ว่านั้นเปิดเป็นช่องเล็กๆ ทำให้แสงผ่านไปได้ ถ้าหากมีกล้องอยู่ในมือให้ลองเปิดฝาหลังออก แล้วปรับความชัตเตอร์ไปที่ B แล้วส่องกล้องไปยังพื้นที่สว่างๆ แล้วกดปุ่มถ่ายภาพ จะเห็นช่องรับแสงที่เราปรับไว้ ขนาดดูรับแสงมีขนาดต่างๆ ดังนี้คือ f 1.4 , 1.8 , 2.0 , 3.5, 4.5 , 5.6 , 8, 11, 16, 22 ตัวเลขดังกล่าวอาจจะทำให้สับสน ตัวเลขดังกว่ายิ่งมีค่ามากรูรับแสงยิ่งแคบ จากตัวเลขทั้งหมดนี้ f1.4 มีขนาดช่องรับแสงที่กว้างที่สุด และ f22 มีขนาดแคบที่สุด เพื่อทำความเข้าใจกับขนาดรูรับแสง ลองปรับขนาดรูรับแสงบนกระบอกเลนส์แล้วกดปุ่มถ่ายภาพดู จะเห็นขนาดของรูรับแสงที่มีขนาดแตกต่างกันแสงที่มีขนาดแตกต่างกัน
ความเร็วชัตเตอร์ก็ต้องปรับ ขนาดรูรับแสงก็ต้องปรับ แล้วจะปรับกันอย่างไร เมื่อไรจะรู้ได้ว่าแสงพอดี อ่านแล้วชักเวียนหัว ไม่ยากเลยสำหรับการปรับค่าตัวแปรทั้งสองนี้ ตัวที่จะบอกเราได้ว่าปริมาณแสงพอดีหรือยังคือ เครื่องวัดแสงในตัวกล้อง บางรุ่นที่เก่าๆ จะเป็นเข็มเคลื่อนที่ขึ้นลง ไปทางบวกแปรว่าแสงมากไป ลงมาทางลบแปรว่าแสงน้อยไป ต้องปรับให้อยู่ระหว่างกลางพอดี บางรุ่นจะแสดงเป็นไปหรี่จะบอกปริมาณแสงด้วยความความอ่อนแก่ของสี จุดกลางสุดเป็นจุดที่แสงพอดี ขึ้นไปเป็นแสงมากไป ต่ำลงมาเป็นแสงน้อยไป ลองมองแล้วสังเกตแล้วจะรู้เอง สำหรับมือใหม่ที่ถ่ายด้วยมือควรปรับความเร็วชัตเตอร์ไว้ไม่ต่ำกว่า 60 ถ้าช้ากว่านี้ เวลาถ่ายแล้วมือไม่นิ่งอาจจะทำให้ภาพไหวได้ ถ้าจำเป็นต้องถ่ายด้วยความเร็วที่ต่ำกว่านี้ควรใช้ขาตั้งกล้อง
รู้การปรับทั้งสองอย่างไปแล้ว เราก็ยังไม่สามารถถ่ายรูปได้ ก่อนอื่นเราจะต้องใส่ฟิล์มและปรับตั้งค่าความไว้แสงฟิล์มเสียก่อน
การปรับค่าความไวแสงฟิล์ม ฟิล์มที่มีขายในท้องตลาดมีคุณสมบัติในรับการแสงแต่งต่างกันตามความเหมาะสมในการใช้งาน ค่าที่ต่างกันคือค่าความไว้แสง ดังนั้นเมื่อเราใส่เราฟิล์มเราจะต้องปรับตั้งค่าความไว้แสงของกล้องให้ตรงกับค่าความไวของฟิล์ม ถ้าตั้งค่าผิดไป กล้องก็จะวัดแสงผิด ฟิล์มในท้องตลาดจะมีค่าความไวแสงดังนี้ 50, 100, 200, 400, 800 …. ฟิล์มสีที่เราใช้ถ่ายภาพทั่วไปคือ ความไว 100 หรือ ISO100 เราก็ต้องปรับค่า ISO ของกล้องให้เป็น 100 โดยการปรับปุ่มเดียวกันกับปุ่มปรับความเร็วชัตเตอร์ แต่ต้องดึงปุ่มนั้นขึ้นมาหนึ่งจังหวะแล้วหมุนเอาตามความต้องการ แต่ถ้าหากเราไม่ดึงปุ่มที่ว่านั้นขึ้นมาก็จะกลายเป็นหมุนปรับเปลี่ยนความเร็วชัตเตอร์
การ์ตูน สนุกๆ
Slam Dunk
ซากุรางิ ฮานามิจิ หนุ่มผู้ช้ำรักในสมัยม.ต้น เมื่อถูกสาวๆหักอกนับ 50 ครั้ง เขาก็ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนโชโฮคุ และใช้ชีวิตไปวันๆร่วมกับพรรคพวกทั้ง 4 อย่าง มิโตะ โยเฮย์,ทาคามิยะ โนโซมิ,โนมะ จูอิจิโร่ และ โอคุสึ ยูจิ วันหนึ่งซากุรางิก็ได้รับการชักชวนจาก อาคางิ ฮารุโกะ ให้เขาร่วมชมรมบาสเก็ตบอลของโรงเรียนโชโฮคุ และ การมาของเธอ ทำให้ชีวิตรักของซากุรางิกลับมาอีกครั้ง และ ยอมตกลงเข้าชมรมบาส
แต่ชีวิตนักบาสเก็ตบอลของซากุรางินั้นก็ไม่ราบ รื่นซักเท่าไร นอกจากจะฝึกหนัก ไม่ให้ได้ใช้ท่าดังก์ที่ตนเองต้องการแล้ว ตัวซากุรางิเองก็ไม่ถูกกับ อาคางิ ทาเคโนริ กัปตันทีมและเป็นพี่สาวของฮารุโกะ รวมไปถึงการมาของ รุคาว่า คาเอเดะ นัก บาสดาวรุ่งฝืมือดีที่ฮารุโกะนั้นแอบหลงรัก ชนิดที่ทำให้ซากุรางินั้นไม่กินเส้นกับรุคาว่าเอาซะเลย แถมยังถูกชักชวนให้ไปชมรมยูโดอีกต่างหาก
หลังจากจบการแข่งขันกับเรียวนัน ทีมโชโฮคุก็ได้สมาชิกใหม่(แต่หน้าเก่า)เพิ่มอีก2คน ได้แก่ มิยางิ เรียวตะ และ มิตซึอิ ฮิซาชิ ทั้งหมดก็ผนึกกำลังกัน สานฝันในการพิชิตชัยทั่วประเทศให้จงได้
อินุยาฉะ
อินุยาฉะ เป็นลูกครึ่งอสูรซึ่งเกิดจากพ่อผู้เป็นจอมปีศาจจิ้งจอกผู้ยิ่งใหญ่ แต่มีแม่เป็นมนุษย์ จึงทำให้อินุยาฉะมีปมด้อยและไม่เป็นที่ยอมรับทั้งจากบรรดาปีศาจหรือมนุษย์ ธรรมดา จากการไม่เป็นที่ยอมรับนั้นเองที่เป็นเหตุผลให้เขาต้องการลูกแก้วสี่ วิญญาณ(ลุกแก้วอสูร)เพื่อที่จะกลายเป็นอสูรอย่างเต็มตัว แต่การที่จะได้ลูกแก้วมานั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะลูกแก้วดังกล่าวได้รับการ พิทักษ์จาก?คิเคียว ผู้เป็นมิโกะศักดิ์สิทธิ์ ประจำหมู่บ้าน ดังนั้นเขาและคิเคียวจึงมีเหตุให้ต้องประฝีมือกันอยู่เนืองๆ แต่ว่าอินุยาฉะก็ทำร้ายคิเคียวไม่ลงดังเช่นที่คิเคียวก็ไม่ยอมทำร้ายอินุยา ฉะเช่นเดียวกันเนื่องจากคนทั้งคู่ต่างก็มีใจให้กัน
โคนัน
นักสืบม.ปลาย วัย 17 ปี ที่ชื่อ คุโด้ ชินอิจิ ไปเที่ยวสวนสนุก Tropical Land กับเพื่อนตั้งแต่สมัยเด็ก ชื่อ โมริ รัน แล้วระหว่างนั้นก็เกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ชินอิจิก็ได้ทำการ คลี่คลายคดีได้สำเร็จ แต่ชินอิจิก็ยังสงสัย 2 คนในผู้ต้องสงสัย จึงแอบสะกดรอยตามไป ก็ได้แอบไปเห็นหนึ่งในผู้ต้องสงสัย เป็นชายชุดดำคนหนึ่ง (วอดก้า) กำลังลักลอบค้าปืนเถื่อน ชินอิจิที่แอบมองอยู่ ไม่ทันระวังตัว ชายชุดดำอีกคน (ยีน) ก็้ใช้ของแข็งตีที่หัวของชินอิจิ ทำให้ชินอิจิสลบไปแล้วก็กรอกยาพิษ aptx 4869 ซึ่งทำให้ตัวเล็กลงเป็นเด็ก เมื่อชินอิจิตื่นขึ้นมา ร่างของเค้าก็เล็กลง เป็นเด็กอายุ 7 ขวบ
เขาเลยรีบวิ่งไปหาเพื่อนบ้าน ด.ร. อากาซะ เพื่อบอกเรื่องนี้ ดร. จึงช่วยหาเสื้อผ้ามาเปลี่ยนให้ ระหว่างนั้นเอง รันก็มาที่บ้านดร. เพื่อถามหาชินอิจิ ชินอิจิที่ร่างเล็กอยู่นั้น เลยต้องรีบคว้าแว่นมาใส่ พอรันถามว่าชื่ออะไร ชินอิจิ ชำเลืองไปเห็นชื่อหนังสือของ เซอร์ อาเธอร์ โคนัน ดอยส์ บนชั้นหนังสือของดร. จึงบอกไปว่าชื่อ เอโดกาวา โคนัน พ่อแม่อยู่ต่างประเทศ ดร. แนะนำให้โคนันไปอยู่ที่บ้านของรัน กับพ่อของเธอที่ ทำอาชีพเป็นนักสืบรับจ้าง ชื่อ โมริ โคโกโร่ ซึ่งเป็นนักสืบที่ไม่ได้เรื่อง เผื่อจะได้ติดตามข่าวของพวกชายชุดดำได้ หลังจากที่โคนันไปอยู่ที่บ้านของรันไม่นาน เมื่อเกิดคดีต่างๆขึ้น โคนันก็จะช่วยคลี่คลายคดีแทนโมริ โคโกโร่ โดยใช้ปืนยาสลบทำให้หลับ แล้วใช้โบว์หูกระต่ายเปลี่ยนเสียง ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้ ดร. เป็นคนทำทั้งนั้น
การคลี่คลายคดีของโคนัน ทำให้ โคโกโร่ กลายเป็นนักสืบที่โด่งดัง จนได้มีชื่อว่า โคโกโร่ นิทรา ต่อมาก็มีคดีมากมายเกิดขึ้นเพื่อให้โคนันคลี่คลายอยู่เสมอ ในขณะเดียวกัน โคนันก็พยายามที่จะตามหาชายชุดดำเพื่อที่จะคืนร่างเป็นชินอิจิคนเดิมให้ได้ ชินอิจิเมื่ออยู่ในร่างของเด็กจึงต้องกลับไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่โรงเรียนประถมเทตันใหม่อีกครั้ง และได้รู้จักกับ โยชิดะ อายูมิ, ซึบุรายะ มิซึฮิโกะ, และโคจิมะ เก็นตะเพื่อนร่วมชั้นแล้วได้ก่อตั้งขบวนการนักสืบเยาวชนขึ้นมา การสืบหาองค์กรชุดดำและยาแก้พิษของโคนันก็ได้ดำเรื่อยมา ได้เกิดคดีต่างๆ และค้นพบบุคคลสำคัญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับพวกชายชุดดำ หรือองค์กรชุดดำมากขึ้น ไฮบาระ ไอหรือ มิยาโนะ ชิโฮ ผู้ประดิษฐ์คิดค้นยา APTX4869 เธอได้ทรยศองค์กร เพราะได้ยินว่ามันจะสังหารพี่สาวของเธอ มิยาโนะ อาเคมิ โดยไม่ให้คำอธิบายต่อเธอ เธอจึงถูกควบคุมตัวแล้วขังในห้องก๊าซเพื่อรอคำสั่งประหารชีวิตเท่านั้น เธอคิดว่ายังไรก็คงตายจึงกรอกยาที่เธอประดิษฐ์ขึ้น APTX4869 แล้วกลับเป็นเด็กแล้วออกมาจากช่องทิ้งขยะในห้องขัง แล้วได้มาอยู่บ้านของดร.อากาสะ เพื่อคิดค้นยาถอนพิษของ APTX4869 โคนันได้ทำความรู้จักกับเหล่า FBI ที่มาที่ญี่ปุ่นด้วยจุดประสงค์เดียวกัน โคนันจึงได้ร่วมมือกับ FBI ในการสืบสวนแล้วจับหนึ่งในสมาชิกขององค์กรชุดดำได้คือ มิซึนาชิ เรย์นะ แต่เธอกลับเป็นสายลับของ CIA ที่มาที่ญี่ปุ่นด้วยจุดประสงค์เช่นเดียวกัน เธอจึงกลับเข้าไปในองค์กรเพื่อหาวิธีในการจับกุม
Prince of tennis
เอจิเซ็น เรียวมะ หนุ่มน้อยอัจฉริยะที่สามารถคว้าแชมป์เทนนิสจูเนียร์อเมริกาได้ถึง 4 สมัยซ้อน ได้เดินทางกลับมายังประเทศญี่ปุ่นบ้านเกิด เรียวมะได้เข้าเรียนชั้นมัธยมต้นปีที่ 1 ที่โรงเรียนเซย์ชุนหรือในภาษาญี่ปุ่นคือ ?เซซุน งาคุเอน? หรือเรียกสั่นๆว่า”เซงาคุ? ที่มีชื่อเสียงทางด้านกีฬาเทนนิสและได้เข้าชมรมเทนนิสที่นั่นหลังจากนั้นไม่ นานนักการแข่งขันจัดอันดับภายในของชมรมที่มีเป็นประจำทุกเดือนเพื่อคัดเลือก นักกีฬาตัวจริงไปเข้าแข่งขันในรายการต่างๆ ก็ได้เปิดฉากขึ้น ในเวลาไม่นานเรียวมะก็ได้เป็นนักกีฬาตัวจริงที่เป็นเด็กปี 1 คนแรกในชมรม ภายหลังจากได้เป็นตัวแทนแล้ว เรียวมะได้เข้าร่วมการแข่งขันของโรงเรียนเข้าแข่งในระดับเขต และในรอบชิงชนะเลิศได้เจอกับโรงเรียนฟุโดมิเนะ
จบการแข่งขันโรงเรียน เซชุนได้เป็นตัวแทนแข่งขันในระดับโตเกียวร่วมกับ โรงเรียนฟุโดมิเนะ โดยมีโรงเรียนทั้งหมด 108 โรงเรียนร่วมแข่งขัน การแข่งขันได้แบ่งออกเป็น 4 บล็อก โดยโรงเรียนเซชุนได้เจอกับโรงเรียนเซนต์รูดอล์ฟ ในขณะที่ฟุโดมิเนะเจอกับโรงเรียนเฮียวเทใน ในรอบแปดทีมสุดท้าย การแข่งขันที่ท้าทายได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
Lilo and Stitch
เรื่องย่อ มีอยู่ว่า……ชีวิตมีความท้าทายรออยู่สำหรับ ลีโล่ เด็กหญิงเหงาๆชาวฮาวายที่ใช้ชีวิตอยู่กับพี่สาววัย 19 ชื่อ นานี่ สาวน้อยทั้งสองดิ้นรนต่อสู้เลี้ยงดูตนเองแต่อะไรๆไม่ได้ดำเนินไปอย่างสวยงาม นัก เมื่อ คอบร้า บับเบิลส์ นักสังคมสงเคราะห์จอมเครียดแวะมาเยี่ยม เขาก็พบสองสาวพี่น้องกำลังทะเลาะกันอย่างรุนแรง เขาจึงเตือนนานี่ว่าเธอมีเวลาเหลืออีกแค่ 3 วันเท่านั้นในอันที่จะพิสูจน์ตัวเองว่าเหมาะสมแก่การทำหน้าที่ดูแลลีโล่ได้ หาไม่แล้วสถานการณ์ในบ้านหลังนี้จะต้องเปลี่ยนแปลงแน่นอน และแล้วในเย็นวันนั้น ลีโล่ก็เห็นดาวตกผ่านหน้าต่างห้องนอน เธอจึงอธิษฐานขอ ใครซักคนก็ได้มาเป็นเพื่อน ใครซักคนที่จะไม่วิ่งหนีหนูไป
แต่ในความจริง ดาวตกดวงนั้นคือยานอวกาศของ สติทช์ สิ่งมีชีวิตประหลาด (ที่รู้จักกันในชื่อ ?การทดลอง 626?) ซึ่งเพิ่งหนีมาจากดาวทูโร่ นักวิทยาศาสตร์ชื่อจัมบ้าผู้สร้างมันขึ้นมาพูดถึง สติทช์ว่า เป็นอะไรที่ ?กันกระสุน กันไฟและคิดได้เร็วยิ่งกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ซะอีก มันมองเห็นได้ในความมืดและยกวัตถุอะไรๆที่ใหญ่โตกว่าตัวมันถึง 3 พันเท่าได้ สัญชาตญาณอย่างเดียวของมันก็คือ?ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่มันสัมผัส? ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลยในสายตาของสมาชิกสภาหญิงแห่ง สหพันธ์กาแล็กติค เธอจึงจับจัมบ้าเข้าคุกและพิพากษาให้ส่งตัวสติทช์ไปยังดาวเคราะห์น้อยไกลลิบ
One Piece
One Piece ผลงานสุดมันส์ของ เออิจิโร่ โอดะ เป็นเรื่องราวในยุคสมัยแห่งโจรสลัด โกล์ด ดี โรเจอร์ โจรสลัดผู้ยิ่งใหญ่ถูกประหารชีวิต แต่สมบัติของโรเจอร์ยังคงอยู่ และขนานนามว่า “วันพีช” สมบัติลับอันยิ่งใหญ่ ลูฟี่ เด็กหนุ่มผู้กิน “ผลปีศาจ” ทำให้ร่างกายยืดได้เหมือนยาง เขาได้ออกเดินทางเพื่อผจญภัยทั่วท้องทะเล เสาะหาพรรคพวก และตามหาวันพีซ เพื่อเป้าหมายในการเป็น เจ้าแห่งโจรสลัด
ครูพิเศษจอมป่วน รีบอร์น
ซาวาดะ สึนะโยชิ เจ้าหนุ่ม ม.ต้น ที่ทำอะไรก็ไม่ได้เรื่องเลยสักอย่าง ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันๆ แต่อยู่มาวันหนึ่ง ก็ได้มาพบกับ ครูสอนพิเศษนามว่า รีบอร์น ซึ่งมองดูเผินๆ แล้ว เป็นเด็กทารก แต่จริงๆแล้ว รีบอร์น มีอาชีพหลักเป็นนักฆ่ามือชั้นเชียน แถมยังมาเพื่อจะฝึกให้ สึนะเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียรุ่นที่ 10 ต่อไปอีกต่างหาก
เนื่องจากไม่เคยตั้งใจทำอะไรเลยจนถูกเรียกว่า “นายห่วยสึนะ” ไม่เคยพูดกับผู้หญิงคนไหนเพราะไม่กล้า แอบรักซาซางาวะ เคียวโกะ แต่ไม่กล้าสารภาพรักเพราะมัวแต่คิดว่าจะต้องถูกปฏิเสธ วันหนึ่ง สึนะก็ได้พบกับ เด็กชายท่าทางประหลาดคนหนึ่ง ซึ่งแนะนำตัวเองว่าเป็นครูสอนพิเศษที่แม่ของสึนะจ้างมาชื่อว่า “รีบอร์น”
สึนะไม่ยอมรับว่ารีบอร์นซึ่งดูเป็นทารกอยู่ จะเป็นครูสอนพิเศษได้ จนกระทั่งถูกยิงด้วย “กระสุนดับเครื่องชน” ที่กลางแสกหน้า ทำให้สึนะรู้สึกว่าตัวเองจะต้องตาย และรู้สึกเสียใจว่าถ้าหากพยายามสารภาพรักกับซาซางาวะ เคียวโกะ อย่างเอาเป็นเอาตาย เธออาจจะยอมรับรักของเขาก็ได้ ทันทีที่คิดเช่นนั้น ไฟดับเครื่องชนก็ถูกจุดขึ้นที่หน้าผากของสึนะ
เสื้อผ้าของเขาฉีกขาดออกเหลือแต่กางกางใน และเขาก็วิ่งไปสารภาพรักกับซาซางาวะ เคียวโกะ อย่างเอาเป็นเอาตายด้วยพลังที่เหลือเชื่อ ผลจากการสารภาพรักครั้งนี้คือเคียวโกะตกใจจนพูดไม่ออก แต่เพื่อนทุกคนคิดว่าสึนะวิตถาร เพราะวิ่งมาสารภาพรักทั้งที่สวมแต่กางเกงใน จากนั้นสึนะจึงยอมรับว่ากระสุนดับเครื่องชนของรีบอร์นมีพลังวิเศษ และรีบอร์นก็ประกาศว่าหน้าที่ที่แท้จริงของเขาคือ การฝึกให้สึนะเป็นหัวหน้าของ “วองโกเล่ แฟมิลี่” ที่เป็นแก๊งค์มาเฟียขนาดใหญ่ที่มีอิทธิพลสูงมาก
รีบอร์นบอกว่าวองโกเล่ แฟมิลี่มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน หัวหน้าคนปัจจุบันคือรุ่นที่เก้า และสึนะจะต้องเป็นรุ่นที่สิบต่อไป โดยหัวหน้ารุ่นแรกคือทวดของทวดของสึนะ เป็นผู้ก่อตั้งวองโกเล่ขึ้น และล้างมือมาอยู่ญี่ปุ่น
ครูพิเศษจอมป่วน รีบอร์น!
เป็นการ์ตูนญี่ปุ่น เรื่องและภาพโดย อากิระ อามาโนะ มีเนื้อหาเกี่ยวกับ ซาวาดะ สึนะโยชิ ชื่อเรียก สึนะ เด็กนักเรียนมัธยมต้นโรงเรียนนามิโมริทีไม่มีความโดดเด่น และไม่มีความสามารถทางการเรียนหรือกีฬา ถูกตั้งฉายา ว่า “สึนะจอมห่วย” หรือ “เจ้าเห่ยสึนะ” จนกระทั่ง “รีบอร์น” ซึ่งมองดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเด็กทารก มาเป็นครูฝึกพิเศษจาก อิตาลีโดยมีอาชีพหลักเป็นนักฆ่ามือของวองโกเล่ แฟมิลี่ มาเฟียแห่งอิตาลี วัตถุประสงค์อันแท้จริงของรีบอร์นไม่ใช่เพียงการสอนหนังสือ แต่เพื่อฝึกให้ สึนะเป็นหัวหน้าแก๊งมาเฟียรุ่นที่ 10 ของวองโกเล่ แฟมิลี่ เนื่องจากเขาเป็นทายาทโดยตรงของผู้ก่อตั้งวองโกเล่ แฟมิลี่ การต่อสู้ของสึนะจึงเริ่มขึ้น
เรื่องราวของ ซาวาดะ สึนะโยชิ หรือ สึนะ เด็กหนุ่มธรรมด๊าธรรมดาที่ไม่เก่งอะไรซักอย่าง จนคุณแม่ต้องตัดสินใจจ้างครูพิเศษมาสอน และการมาของครูพิเศษนาม รีบอร์น นั้น ก็ทำให้ชีวิตของสึนะเปลี่ยนไป โดยรีบอร์นบอกความจริงแก่สึนะว่า สึนะคือผู้สืบทอดหัวหน้าแก๊งมาเฟีย รุ่นที่ 10 ของตระกูล วองโกเล่ (หรือ วองโกล่า) แห่งอิตาลี เขาจำเป็นต้องมาที่นี่เพื่อฝึกฝนเด็กหนุ่มอ่อนแออย่างสึนะ ให้กลายมาเป็นหัวหน้ามาเฟียให้จงได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ศีรษะของเขาถูกยิงโดย”กระสุนดับเครื่องชน”ของรีบอร์น เขาก็จะกลายสภาพเป็นบุรุษสุดแกร่ง บ้าบิ่น ออกมา นอก จากเรื่องราวจะผ่านแบบวุ่นๆ ไร้สาระไปวันๆแล้ว สึนะยังต้องคอยรับมือกับเหล่าคนที่ตามมารังควานอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็น รุ่นพี่ที่ชื่นชอบ ซาซางาวะ เคียวโกะ คนที่สึนะปลื้ม, มุคุโร่ บุรุษ ผู้เกลียดมาเฟียเข้ากระดูกดำ รวมถึงศัตรูตัวอื่นที่หวังจะแย่งชิงแหวนประจำตระกูล วองโกเล่แฟมิลี่ ที่ปัจจุบัน สึนะเป็นคนถือครองอยู่ ผลก็คือวองโกเล่เป็นฝ่ายชนะ สึนะจึงกลายเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งหัวหน้าแก๊งรุ่นต่อไป… พวก เขากลับถูกบาซูก้าทศวรรษลอบยิง ทำให้พลัดหลงไปยังอนาคตอีก 10 ปีข้างหน้า และการที่พวกสึนะจะกลับไปยังโลกปัจจุบันได้นั้น ต้องสังหารชายที่ชื่อ อิริเอะ ให้ได้ เรื่องราวการผจญภัยในโลกอนาคตจึงเริ่มต้นขึ้น!!……. พวกของสึนะ (โดยเฉพาะวองโกเล่ แฟมิลี่) ได้รู้จักวิธีการใช้แหวนและกล่องเพิ่มเติม รวมถึง ได้รับการฝึกฝนทักษะการต่อสู้มากขึ้น ในที่สุดพวกของสึนะบางส่วนจึงบุกไปยังฐานทัพของมิลฟิโอเล่ ซึ่งเป็นกลุ่มที่อิริเอะสังกัดอยู่ โดยให้ฮิบาริ ในร่างผู้ใหญ่คอยรับมือพวกมิลฟิโอเล่ที่ฐานที่มั่นของวองโกเล่ และจากการบุกยังฐานที่มั่นของมิลฟิโอเล่ พวกสึนะได้ผ่านคู่ต่อสู้สุดแกร่งมากมาย จนในที่สุดก็เจอตัวอิริเอะ ซึ่งหารู้ไม่ว่า แท้จริงแล้ว กลับเป็นแผนการของอิริเอะที่ต้องการฝึกฝนพวกของสึนะ ให้มีความสามารถเพียงพอที่จะโค่นเบียกคุรัน หัว หน้าของมิลฟิโอเล่แฟมิลี่ให้ได้ อย่างไรก็ตาม ทางฝ่ายเบียกคุรัน ได้ทราบข่าวนี้ และได้เสนอให้มีการเดิมพันกันด้วยเกม Choice ซึ่งพวกของสึนะจะต้องพบกับ สมุนคเก่งของเบียกคุรัย “บุปผาอาลัยที่แท้จริง” ทั้ง 6 ที่มีฝีมือน่ากลัวกว่าเดิม ซึ่ง สึนะ และ วองโกเล่แฟมิลี่ จะเอาตัวรอดจากสถานการณ์นี้ได้หรือไม่
Bleach เทพมรณะ
คุโรซากิ อิจิโกะ นักเรียนมัธยมปลายอายุ 15 ปี มีจุดเด่นก็ไอ้ตรงผมสี ?ส้ม? เป็นคนห่ามๆชอบตีต่อย แต่ก็มีความอ่อนโยน และที่แปลกกว่านั้นคือ เขาสามารถมองเห็นผีและวิญญาณต่างๆได้ ในวันหนึ่งเขาพบกับ ลูเคีย คุชิกิ? ซึ่งเป็นชินิกามิ (shinigami ยมทูต) ที่มาจาก โซลโซไซตี้ (Soul Society) ลูเคียเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับโลกวิญญาณวิญญาณส่วนใหญ่จะอยู่ในโซลโซไซตี้ ยกเว้นพวกที่มีความแค้นหรือหลุดรอด จึงจะมาอยู่บนโลกและเมื่อเพิ่มความโหดร้ายก็จะกัดกินวิญญาณอื่นๆ เรียกว่า ฮอลโลว์ (Hollow) ยมทูตต้องกำจัดฮอลโลว์เสีย อิจิโกะมีพลังวิญญาณบางอย่างในตัว ทำให้ฮอลโลว์ติดตามและทำร้ายครอบครัวเขา ลูเคียเข้ามาช่วย และในจังหวะที่เสียเปรียบ ลูเคียจึงย้ายพลังยมทูตทั้งหมดให้แก่อิจิโกะ ซึ่งอิจิโกะก็สามารถชนะฮอลโลว์ตัวนั้นได้ หลังจากนั้น ลูเคียเอาพลังคืนไม่ได้จึงต้องคอยสอนให้อิจิโกะใช้พลังดังกล่าวอย่างถูกต้อง และใช้ดาบประจำตัวอย่างมีประสิทธิภาพ ลูเคียต้องใช้ร่างเนื้อหรือร่างปลอมในการทำตัวกลมกลืน เข้าไปโรงเรียนของอิจิโกะด้วย หลังจากนั้นอิจิโกะก็รู้ว่า เพื่อนๆในโรงเรียนบางคนก็มีพลังงานวิญญาณเช่นกัน เช่น โอริฮิเมะ (สาวน้อยนิสัยอ่อนโยน หน้าอกบึ้มมาก) ชัด (หนุ่มนิโกะตัวใหญ่ ผมยุ่งปิดตา) และ อิชิดะ (เด็กหนุ่มใส่แว่น นิสัยกล้าหาญ เป็นคนเดียวที่สืบเชื้อสายจาก มนุษย์ที่มีพลังปราบฮอลโลว์ นอกเหนือจาก ยมทูต และเป็นสายเลือดที่เรียกว่าควินซี่) อิจิโกะรู้สึกดีที่ได้ใช้พลังในการปกป้องมนุษย์จากฮอลโลว์ แต่แล้ว ลูเคียก็ถูกจับตัวไปยังโซลโซไซตี้ เพื่อลงโทษประหารโทษฐานที่ถ่ายทอดพลังงานให้มนุษย์ พวกอิจิโกะจึงบุกเข้าไปช่วย และได้ต่อสู้กับยมทูตที่แบ่งออกเป็นยมทูตหน่วยต่างๆ แต่ละคนจะมีพลังในการ ?ปลดปล่อยสวัสดิกะ? ออกจากอาวุธ เป็นพลังงานพิสดารและทรงอานุภาพแตกต่างกัน อิจิโกะจึงจำเป็นจะต้องเรียนรู้การ ?ปลดปล่อยสวัสดิกะ? จากอาวุธของตนเองด้วยเพื่อที่จะชนะการต่อสู้ ในขณะเดียวกันเขาเริ่มรู้สึกว่า ตนเองมีพลังของความเป็น ฮอลโลว์อยู่ในตัว เรื่องเริ่มพลิก เมื่อมีการทรยศปลุกปั่นความแตกแยกในหมู่ยมทูต และเขาผู้นั้นกำลังสะสมกองกำลังฮอลโลว์ที่เก่งกาจกว่าฮอลโลว์ทั่วไป เป็นระดับที่เรียกว่า เอสปาด้า ซึ่งพยายามที่จะทำลายโซลโซไซตี้ อิจิโกะจึงต้องร่วมมือกับยมทูตฝ่ายดี ซึ่งพวกอิจิโกะก็รู้ว่า เอสปาด้าระดับสูง (กรังเด้ เอสปาด้า) แต่ละคนร้ายกาจมาก แต่ยมทูตระดับหัวหน้าหน่วย และรองหัวหน้าหน่วยแต่ละคนก็มีความเก่งกาจซ่อนอยู่อีกเช่นกัน อิจิโกะต้องต่อสู้กับศัตรูมากมาย รวมทั้งต่อสู้กับจิตใจตนเองที่อาจจะโดน ฮอลโลว์ ในตัวครอบงำ
สถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติ
ถ้ำบริจินดา
ดอกนางพญาเสือโคร่ง บานสะพรั่ง ณ ขุนช่างเคี่ยน
ทุก ๆ ปีในช่วงปลายเดือนธันวาคม "ต้นนางพญาเสือโคร่ง" (Prunus cerasoides D.Don) หรือ "ซากุระดอย" จะออกดอกบานสะพรั่ง ริมสองข้างทางเข้าสู่ "ขุนช่างเคี่ยน" หรือ "สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน" ทำให้ถนนกลายเป็นสายสีชมพูหวานแหววชวนให้เคลิบเคลิ้ม นั่นแน่! เชื่อว่าหลายคนคงไม่คุ้นหูกับคำว่า "ขุนช่างเคี่ยน"
ขุนช่างเคี่ยน หรือ สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ตั้งอยู่ ณ หมู่บ้านขุนช่างเคี่ยน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร อยู่ทางทิศเหนือของยอด ดอยปุย ห่างจาก พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ประมาณ 8 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายเชียงใหม่-พระธาตุดอยสุเทพ ซึ่ง ขุนช่างเคี่ยน เป็นหนึ่งในสถานีเกษตรฯ ของคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่วิจัยเกี่ยวกับ ไม้ผลเมืองหนาว และ เมล็ดพันธุ์กาแฟ เพื่อศึกษาความสามารถในการมีชีวิตรอดหลังจากปลูกใหม่ จนกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่
โดยในทุก ๆ ปีของฤดูหนาว ช่วงประมาณเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ต้นนางพญาเสือโคร่ง จะออกดอกอวดความงามมองเห็นแต่สีชมพู ทั่วบริเวณ สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน ซึ่งจุดที่ ต้นนางพญาเสือโคร่ง ขึ้นอยู่หนาแน่นที่สุดและเห็นเป็นกลุ่มเป็นดงสวยที่สุดคือตามเชิงดอย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องขึ้นอยู่ที่ความหนาวเย็นด้วย และที่สำคัญแต่ละปี ดอกพญาเสือโคร่ง จะออกดอกไม่พร้อมกัน ทางที่ดีควรจะสอบถามกับทางเจ้าหน้าที่ให้แน่นอนก่อน
และใช่ว่า "ขุนช่างเคี่ยน" จะมีแค่ ดอกนางพญาเสือโคร่ง ให้ชมเท่านั้น ถ้าขับรถเลยไปอีกนิด ก็จะพบกับ "หมู่บ้านชาวม้งบ้านขุนช่างเคี่ยน" ที่สามารถเข้าไปท่องเที่ยวสัมผัสประเพณีและวัฒนธรรมกับพวกเขาได้ อีกทั้งตลอดสองข้างทางยังมี ต้นนางพญาเสือโคร่ง ขนาบข้างให้ชมไปตลอดเส้นทาง
การเดินทาง
ขุนช่างเคี่ยน อยู่ทางทิศเหนือของยอดดอยปุย ห่างจากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ประมาณ 8 กิโลเมตร ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณ 32 กิโลเมตร ตามเส้นทางสายเชียงใหม่-พระธาตุดอยสุเทพ ลักษณะถนนจากเมืองเชียงใหม่ถึงพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ลาดยางเป็นระยะทางประมาณ 12 กิโลเมตร จากนั้นเป็นถนนโรยกรวดขนาดเล็ก จากพระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ไปถึงยอดดอยปุยอีกประมาณ 4 กิโลเมตร และเป็นถนนดินที่มีผิวทางค่อนข้างชำรุดจากยอดดอยปุยไปทางหมู่บ้านม้งขุนช่างเคี่ยน อีกประมาณ 4 กิโลเมตร
น้ำตกทีลอซู
น้ำตกทีลอซู ตั้งอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ห่างจากที่ทำการเขตฯ 3 กิโลเมตร ทีลอซู เป็นภาษากะเหรี่ยง แปลว่า น้ำตกดำ มีลักษณะเป็นน้ำตกภูเขาหินปูนขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนความสูงจากระดับน้ำทะเล 900 เมตร เกิดจากลำห้วยกล้อท้อ ลำน้ำทั้งสายตกลงสู่หน้าผาสูงชัน มีน้ำไหลแรงตลอดปี ความกว้างของตัวน้ำตกประมาณ 500 เมตร ไหลลดหลั่นเป็นชั้นๆ มีความสูงประมาณ 300 เมตร ล้อมรอบด้วยป่าดงดิบที่สมบูรณ์ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมากติดอันดับ 1 ใน 6 ของโลก
น้ำตกทีลอซู ได้รับคำกล่าวขานถึงว่าเป็นน้ำตกที่สวยงาม และมีความสวยงามเป็นพิเศษในช่วงฤดูฝน ระหว่าง 1 มิ.ย. - 31 พ.ย. ปริมาณน้ำฝนที่มากจะเพิ่มปริมาณน้ำในลำธารทำให้สายน้ำตกกว้างใหญ่กว่าฤดูอื่น แต่เป็นช่วงที่ทางรถเข้าน้ำตกปิด เพื่อป้องกันอันตรายแก่ผู้ใช้เส้นทางและถนอมสภาพทางไม่ให้เสียหาย นักท่องเที่ยวอาจเลี่ยงใช้เส้นทางนี้ได้ โดยการซื้อทัวร์กับบริษัทนำเที่ยวซึ่งจะเดินทางด้วยเรือยางและเดินป่าอีกราว 12 กม. แต่หากมาท่องเที่ยวช่วงฤดูหนาว - ฤดูร้อน ระหว่าง 1 ธ.ค. - 31 พ.ค. ก็สามารถใช้ทางรถยนต์เข้าน้ำตกได้ จึงเป็นช่วงเวลาที่เที่ยวได้สะดวกที่สุด ไม่ว่าจะเที่ยวแบบไปกลับหรือพักค้างแรม
จุดเด่นหรือสิ่งที่น่าสนใจ
การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้น้ำตกทีลอซู เป็นหนึ่งในเก้าตะวัน ตามโครงการมหัศจรรย์เมืองไทย 12 เดือน 7 ดาว 9 ตะวัน โดยมีจุดเด่นคือ "มหัศจรรย์รุ้งกินน้ำที่น้ำตกทีลอซู"น้ำตกทีลอซูมีหลายชั้น ตกลดหลั่นลงมาจากหน้าผาสูงผ่านโขดเขาหินปูนและดงไม้เขียวขจี พลังมหัศจรรย์ของสายน้ำตกแห่งนี้ หากใครปีนขึ้นไปเที่ยวชมบริเวณน้ำตกชั้นบนสุดในเวลาช่วงเช้า ก็จะพบว่า มีพลังแห่งแสงที่สาดส่องผ่านละอองน้ำที่ฟุ้งกระจาย กลายเป็นสายน้ำตกงดงามด้วยรุ้งกินน้ำตัวโตที่พาดผ่านอย่างน่าอัศจรรย์
น้ำตกพลิ้ว
น้ำตกพลิ้วเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงาม มีน้ำตลอดปี ประกอบด้วยสายธาร 2 สาย สายหนึ่งไหลลดหลั่นผ่านซอกหินผา อีกสายหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า แต่ทิ้งตัวลงมาจากผาสูง 20 เมตร ทั้งสองสายไหลมารวมกันในแอ่งน้ำใสสะอาด มากสามารถมองเห็นพื้นล่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินและทรายในระดับลึกกว่า 2 เมตร ภายในบริเวณน้ำตกและลำคลองมีปลาใหญ่น้อยหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นที่ตื่นตาตรึงใจกับฝูงปลาแก่ผู้ที่ไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะปลาพลวงน้ำตกพลิ้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดอื่นๆ รู้จักกันดี และไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากที่สุด รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกแห่งนี้หลายครั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2417-2424 และทรงยกย่องว่าเป็นน้ำตกที่งดงามที่สุดในบรรดาน้ำตกที่พระองค์เคยเสด็จประพาส อุทยานแห่งชาติได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นอยู่ตรงข้ามที่ทำการอุทยานแห่งชาติ สิ้นสุดอยู่บริเวณด้านหน้าอลงกรณ์เจดีย์ ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง
น้ำตกพลิ้ว
น้ำตกพลิ้วเป็นน้ำตกขนาดใหญ่และสวยงาม มีน้ำตลอดปี ประกอบด้วยสายธาร 2 สาย สายหนึ่งไหลลดหลั่นผ่านซอกหินผา อีกสายหนึ่งมีขนาดเล็กกว่า แต่ทิ้งตัวลงมาจากผาสูง 20 เมตร ทั้งสองสายไหลมารวมกันในแอ่งน้ำใสสะอาด มากสามารถมองเห็นพื้นล่างซึ่งส่วนใหญ่เป็นหินและทรายในระดับลึกกว่า 2 เมตร ภายในบริเวณน้ำตกและลำคลองมีปลาใหญ่น้อยหลายชนิดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นที่ตื่นตาตรึงใจกับฝูงปลาแก่ผู้ที่ไปท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ โดยเฉพาะปลาพลวงน้ำตกพลิ้วเป็นแหล่งท่องเที่ยวและพักผ่อนหย่อนใจที่สำคัญของอุทยานแห่งชาติ ซึ่งประชาชนชาวจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดอื่นๆ รู้จักกันดี และไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจมากที่สุด รัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสน้ำตกแห่งนี้หลายครั้งในระหว่างปี พ.ศ. 2417-2424 และทรงยกย่องว่าเป็นน้ำตกที่งดงามที่สุดในบรรดาน้ำตกที่พระองค์เคยเสด็จประพาส อุทยานแห่งชาติได้จัดเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ระยะทางประมาณ 1.2 กิโลเมตร จุดเริ่มต้นอยู่ตรงข้ามที่ทำการอุทยานแห่งชาติ สิ้นสุดอยู่บริเวณด้านหน้าอลงกรณ์เจดีย์ ใช้เวลาเดินประมาณ 1 ชั่วโมง
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)








































